Initial character set: latin1 Current character set: utf8 + + + chakrapat.com + + +
     
 

มุจลินท์นาคราช หรือเรียกว่า พระนาคปรก ( พระประจำวันเสาร์ )

         
          พระนาคปรก หรือ ปางนาคปรก เป็นชื่อเรียกพระพุทธเจ้าลักษณะนั่งสมาธิ ประทับอยู่บนพญานาค ๗ เศียรแผ่หัวเป็นพังพานขึ้นจากไหล่ไปปรกพระเศียรขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า

เศียรพญานาคทั้ง ๗ เศียร หมายถึง โพชฌงค์ ๗ คือ ธรรมแห่งการตรัสรู้ ๗ ได้แก่

 ๑. สติ ( สติสัมโพชฌงค์ ) ความระลึกได้ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
 ๒. ธัมมวิจยะ ( ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่อง สืบค้นธรรม
 ๓. วิริยะ ( วิริยสัมโพชฌงค์ ) ความเพียร
 ๔. ปิติ
( ปิติสัมโพชฌงค์ ) 
ความอิ่มใจ
 ๕. ปัสสัทธิ ( ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ) ความสงบกายใจ
 ๖. สมาธิ 
( สมาธิสัมโพชฌงค์ ) ความมีใจ ตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
 ๗. อุเบกขา
( อุเบกขาสัมโพชฌงค์ )
ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง

          ในพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธโคตมทรงตรัสรู้ ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จประทับนั่งขัดสมาธิยังร่มไม้จิก มีชื่อว่า " มุจจลินท์ " อันตั้งอยู่ในทิศบูรพาหรือทิศอาคเนย์ แห่งไม้มหาโพธิ์ เสวยวิมุติสุขอยู่ ณ ที่นั้นอีก ๗ วัน ในกาลนั้นฝนตกพรำตลอด ๗ วัน ผู้เป็นราชาแห่งนาค นามว่า " พญามุจลินท์นาคราช " ( ๑ ใน " องค์นาคาธิบดดี ทั้ง ๙ พระองค์ " ) ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย
        
          ครั้งล่วง ๗ วัน ฝนหายตกแล้ว พญานาคก็คลายขนดจำแลงกายเป็นมานพ เข้าไปถวายอัญชลีเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานวาจาว่า " สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ " ความว่า " ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง "

          ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้าง " นาคสะดุ้ง " ขึ้นที่ราวบันไดโบสถ์ " บันใดนาค " ในพุทธประวัติกล่าวว่า แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้งที่เทวดาเนรมิตขึ้น และมีพญานาคจำนวน ๒ ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้

         พระประจำวันเสาร์ มาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาขึ้นซึ่งได้แก่พระ พุทธรูปนาคปรก เพราะพระองค์ประสูติใน วันเสาร์


 คาถาบูชาพระประจำวันเสาร์ ( องคุลีมาลปริตร ) มีกำลัง ๑๐ สวดคาถา ๑๐ จบ

" ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิ ชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ "
( ดูก่อนน้องหญิง นับแต่เราเกิดโดยอริยชาตินี้แล้ว เราไม่เคยคิดปลงชีวิตสัตว์เลย
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของเธอ )


 คาถาบูชาโพชฌังคปริตร สวดคาถา ๑ จบ

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา   ( โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ )
วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร   ( วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ )
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา   ( สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ )
สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา   ( ๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว )
ภาวิตา พะหุลีกะตา   ( อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว )
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา   ( ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ   ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา   ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ
กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
  ( ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และ
พระมหากัสสปะ เป็นไข้ ได้รับความลำบาก )
โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ   ( จึงทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง )
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา   ( ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม )
โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ   ( โรคก็หายได้ในบัดดล )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ   ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา   ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต   ( ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก )
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง   ( รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ )
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส   ( ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ   ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา   ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง   ( ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก )
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง   ( ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ   ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา   ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ. )

หมายเหตุ : โพชฌังคปริตร เป็นบทสวดประเภทสัจกิริยา แปลว่า การตั้งความสัตย์ หรือสัจจาธิษฐาน แปลว่า การอธิษฐานในใจโดยอ้างสัจจะ ดังนั้น การสวดจะมีผลต่อการรักษาโรค หัวใจของบทสวด คือมีศรัทธาเชื่อมั่นว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้โพชฌังคปริตรรักษาพระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสะปะให้หายจากอาพาธ และทรงให้พระจุนทะสวดถวายรักษาอาการประชวรของพระองค์หายได้จริง เมื่อเชื่อมั่นอย่างนี้ ขณะกล่าวคำสวด และใจของผู้สวดตรงกันเป็นความจริงแล้วจึงเกิดปีติความอิ่มเอิบใจ เมื่อมารวมกับอานุภาพของพระรัตนตรัยย่อมเกิดเป็นพระพุทธมนต์อันยิ่งใหญ่ รักษาโรคให้หายได้


พญามุจลินท์นาคราช คือ ๑ ใน ๙ ของกษัตริย์แห่งเมืองบาดาลที่ปกครองวังนาคินทร์ต่างๆ
องค์นาคาธิบดดี ทั้ง ๙ พระองค์ ได้แก่ ๑.พญาอนันตนาคราช กายสีขาว เศียรสีทอง ๒.พญามุจลินท์นาคราช กายสีน้ำเงิน เศียรสีทอง๓.พญาภุชงค์นาคราช กายสีเขียวมรกต เศียรสีเพลิงส้ม (ทองส้ม) ๔.พญาศรีสุทโธนาคราช กายสีนาคอ่อน เศียรสีทอง ๕.พญาศรีสัตตนาคราช กายสีนาคเข้ม เศียรเพลิงเข้ม (สีไฟแดง) ๖.พญาเพชรภัทรนาคราชหรือพญาเกล็ดแก้วนาคราช กายสีแก้ว เศียรสีแก้ว ๗. พญานาคดำแสนศิริจันทรานาคราช กายสีนิล เศียรสีทอง ๘.พญายัสมันนาคราช กายสีเขียว เศียรสีทอง อันนี้แม่แน่ใจนะครับ ๙.พญาครรตระศรีเทวานาคราช กายสีทอง เศียรสีทอง